youtube channel
โรคออฟฟิศทำเศรษฐกิจสูญแสนล้าน::นิตยสารธงธรรม พิมพ์ อีเมล์

นิตยสารธงธรรม เดือน มิถุนายน
พาดหัวข่าวของหนังสือพิมพ์ โพสต์ทูเดย์ เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2550
เผยว่าคนทำงาน 1 ใน 5 คนเป็นโรค “ออฟฟิศซินโดรม” ที่มีอาการปวดหลังที่เข้าขั้นเรื้อรัง

สมาคมการศึกษาเรื่องการปวดแห่งประเทศไทย กล่าวในการเสวนาเรื่อง “เมื่อการปวดเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตและแนวทางการรักษา” ว่าปัจจุบันความปวดเรื้อรังเป็นปัญหาสุขภาพอันดับต้นๆของโลกจากการวิจัยล่าสุด พบว่าประชากรในวัยทำงานทุกๆ 1 ใน 5 คนจะมีอาการปวดเรื้อรัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมเมืองที่มีวิถีชีวิตที่เร่งรีบและมีสภาวะตึงเครียดสูง ก่อให้เกิดปัญหาทั้งทางกายและจิตใจ ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนเป็นอย่างมาก และยังรวมไปถึงความสูญเสียทางเศรษฐกิจด้วย

จากข้อมูลของมูลนิธิความปวดแห่งชาติสหรัฐอเมริกา พบว่าความปวดเรื้อรังก่อให้เกิดความสูญเสียโดยรวมแล้วปีล่ะประมาณ 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐหรือ 3.5 ล้านล้านบาท ซึ่งรวมค่าใช้จ่ายในทางการแพทย์และการหยุดงาน และค่าชดเชยสำหรับคนตกงานอีกด้วย

ส่วนสมาคมการศึกษาเรื่องความปวดแห่งประเทศไทยได้เตือนว่าหากมีอาการปวดนานกว่า 3 เดือน จัดอยู่ในประเภทปวดเรื้อรังบอกว่าโรคนี้เกิดได้ทุกเพศทุกวัย ผู้มีอาการจะทรมานมีลักษณะ 2 ประการคือ

  1. ความปวดจากการอักเสบ ที่พบบ่อยในโรคข้อ ได้แก่ ข้อเสื่อม พบมากในคนอายุ 60 ปีขึ้นไป
        โดยพบในผู้ชาย 9.6% ผู้หญิง 18%
  2. ผู้ป่วยอยู่ในกลุ่มอายุน้อยและอยู่ในวัยทำงาน

ทางแก้ที่สมาคมให้ไว้ก็คือ
1. ต้องปรับเปลี่ยนพฤตติกรรม เช่นไม่ใส่รองเท้าส้นสูง
2. ไม่นั่งหลังโค้งงอหรือนั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์นานเกินไป

ตามหลักการแพทย์แผนไทยและการแพทย์แผนตะวันออกแล้ว “อาการ” นั้นเกิดจาก “เลือดและลม” เดินไม่ได้หรือเดินไม่สะดวกเสียเป็นส่วนใหญ่ รวมทั้งอาการ “ปวดหลัง”ก็เช่นกัน สาเหตุจากอุบัติเหตุ กระดูกแตก กล้ามเนื้ออักเสบมีน้อยมาก

ร่างกายของคนเรานั้นประกอบไปด้วย “ท่อ” อันประกอบไปด้วยท่อเลือด ท่อลม ท่อน้ำเหลือง ท่อประสาท ท่อลมปราณถ้ามีการอุดตันหรือไหลเวียนไม่ดี ย่อมก่อปัญหากระทบกันไปหมด เพราะร่างกายของเราเป็นองค์รวม คล้ายกับกีฬาฟุตบอล ต้องเล่นเป็นทีม ต้องประสานงานกัน ช่วยกันเล่น ไม่ใช่ต่างคนค่างเล่นตัวใครตัวมัน เช่นเดียวกับอวัยวะต่างๆของเราที่ต้องประสานงานกันชวยกันทำงานคนที่นั่งทำงานอยู่กับ computer ทั้งวัน แล้วเกิดอาการปวดหลัง จะบอกว่าเป็นเพราะทำงานหนักเกินไป จนกล้ามเนื้ออักเสบ หรือนั่งผิดท่าจนกระดูกคดงอทับเส้นประสาทนั้น มันเป็นไปได้ยากมาก แค่นั่งขยับแขนขยับนิ้วไปมาแล้วอักเสบเป็นไปได้อย่างไร อย่างนั้นคนงานแบกหินแบกทรายมิอักเสบกันหมดหรือ ต้องลองคิดกันดู เท่าที่ตรวจรักษาคนไข้ที่ปวดหลัง ซึ่งก็มีให้บำบัดรักษากันทุกวันเพราะมีเยอะขึ้นจริงๆ ตามผลการวิจัยที่กล่าวมาข้างต้น สาเหตุแห่งการปวดหลังก็คือ “พฤติกรรมการกิน” ที่ไม่ถูกต้องเป็นส่วนใหญ่หรืออยากจะกล่าวว่าเกือบทั้งหมดก็ว่าได้

“น้ำ” เป็นสิ่งสำคัญที่ก่อให้เกิดอาการปวดหลัง เหมือนเส้นผมบังภูเขาที่เรามองข้ามกันไปหมด ไปสนใจสิ่งที่ไกลตัว ซึ่งยากที่จะเข้าใจ ยากที่จะปฏิบัติตาม ไม่สามารถที่จะดูแลรักษาตัวเองได้ ต้องให้ผู้เชี่ยวชาญหรือหมอเท่านั้นที่เป็นผู้รักษา คนไข้หรือเราเองไม่มีสิทธิที่จะรักษาตัวเองได้เลย

เราดื่มน้ำกันผิดๆดื่มน้อยบ้าง ดื่มมากเกินไปบ้าง ดื่มน้ำเย็น น้ำอัดลมมาก ก็จะเกิดปัญหา ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นการดื่มน้ำผิดในช่วงรับประทานอาหาร โดยจะดื่มน้ำมาก 2-3 แก้ว น้ำเย็นหรือน้ำอัดลม เข้าไปทำลาย “ไฟในการย่อยอาหาร” อาหารก็เลยไม่ย่อย เมื่อไม่ย่อยก็เกิดการหมักอยู่ในกระเพาะลำไส้ เกิดแก๊ส toxin เต็มกระเพาะลำไส้ และแทรกซึมเข้าไปตามส่วนต่างๆของร่างกาย โดยเฉพาะแผ่นหลัง ลมจะอัดแน่น เมื่อลมอัดแน่นจนส่วนหลัง ก็จะทำให้ “ท่อ” ที่อยู่หลังเกิดการกดทับ ตีบตัน การไหลเวียนของเลือดลมก็ไหลเวียนไม่ได้ จึงเกิดอาการปวดหลังดังที่เป็นกันอยู่ ไม่ใช่กระดูกทับเส้น ไม่ใช่เกิดจากการอักเสบอะไรหรอกครับ

ถ้าไม่เชื่อ ลองทดสอบดู หาคนช่วยกดตามข้างแนวกระดูกสันหลังดูทั้ง 2 ข้าง จะพบ “จุดเจ็บ” หรือลองใช้ค้อนยางหรือไม้เคาะดูจะมีเสีงดัง “บ๊องๆ” แสดงว่ามีลมอัดแน่นอยู่ภายใน บางทีเคาะแล้วจะเจ็บและจะมีลมเรออกมา ถ้าได้เรอออกมาอาการปวดเมื่อยก็จะดีขึ้น แต่บางท่านลมออกยากมาก เพราะลมนั้นนอกจากจะอยู่ในกระเพาะลำไส้แล้ว ยังเข้าไปในเส้นเอ็น กล้ามเนื้อด้วย จึงยากที่จะออก

บางท่านบอกว่าดื่มน้ำนิดเดียวช่วงรับประทานอาหาร แต่ซดน้ำแกงชามใหญ่ แถมด้วยส้ม แตงโม มะละกอสุก สาลี่ ตามหลังอาหารอีก หรือตามด้วยน้ำเต้าหู้ น้ำผักผลไม้ปั่น น้ำอัดลมซึ่งก็เป็นน้ำเหมือนกันผลไม้ก็มีฤทธิ์เย็น ก็จะไปทำลาย “ไฟย่อยอาหาร” เหมือนกันระบบย่อยก็เสียหมักกลายเป็นแก๊สเช่นกัน

ดังนั้น “กระเพาะอาหาร” นี่แหล่ะครับที่จะเป็นชี้ชะตาว่าเราจะปวดหลังหรือไม่ถ้ากระเพาะย่อยไม่ได้ย่อยไม่ดี เพราะดื่มกินไม่ถูกต้อง ไม่ถูกเวลาก็เกิดแก๊ซเกิดลมขึ้นมา ซึ่งโบราณเราเข้าใจเรื่องนี้ดี โรคที่เกิดขึ้น 70-80%มาจากแก๊ซจากลมนี่แหล่ะ จึงไดด้มี “ยาลมยาหอม” ช่วยย่อยและขับลมออก ไม่ต้องไปเสียเงินทองรักษากันด้วยวิธีแปลกๆ เช่น ทำกายภาพ ดึงหลัง อาการอาจจะหายไปสักวัน เพราะลมเคลื่อนที่ได้ แต่อีกวันสองวันลมก็อัดแน่นใหม่ปวดอีก ต้องแก้ไขกันที่ต้นเหตุคือที่ “กระเพาะ” ต้องให้ย่อยและไล่ลมออก อาการปวดจึงจะหายไปอย่างถาวร

คราวนี้ถ้าดื่มน้ำน้อยอย่างเช่น น้ำหนักตัว 60 กิโลกรัม ที่ถูกต้องดื่มน้ำวันละประมาณ 2 ลิตร หรือ 10 แก้วต่อวัน แต่ดื่มจริงเพียง 2-3 แก้ว เลือดก็จะหนืดจะข้น ไตก็ทำงานหนัก ในการระบายน้ำทั่วร่างกาย และกลั่นกรองเอาของเสียออกจากกระแสเลือด ไตก็จะเสียสมดุล ทำให้เกิดอาการปวดหลังตรงช่วงเอว เพราะตำแหน่งดังกล่าวถือว่าเป็น “บ้านของไต” และเลือดที่ข้นหนืดการสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆรวมทั้งส่วนหลังก็ไม่ดี ก็เกิดปวดหลังได้เช่นกัน
แนวทางการแก้ไขปัญหาหรือป้องกันการปวดหลัง คือ สังเกตดูว่า ท้องอืด อาหารไม่ย่อย มีลมเรอหรือผายลมบ่อยไหม กดนวดแล้วลมเรอออกหรือไม่ กลืนอาหารไม่ค่อยลงเหมือนมีอะไรมาจุกคอไว้จนต้องดื่มน้ำอัดลมลงไปถ้ามีอาการดังกล่าว แสดงว่า “กระเพาะ” ย่อยอาหารไม่ดีแล้ว รีบแก้ไข ดื่มกินน้ำอาหารให้ถูกต้อง ถูกเวลา ไปนวดเพื่อปรับสมดุลร่างกาย กระตุ้นอวัยวะภายในให้ทำงานและช่วยขับไล่ลมและแก๊ซเสียๆออก ลมและแก๊ซ ก็จะไม่อัดแน่น หลังให้ปวดอีก

หันหลังกลับมาหาวิธีการแบบโบราณหรือแบบไทยๆกันบ้างเถอะครับอย่าวิ่งไล่ตามตะวันตกให้มากนัก เงินจะหมดกระเป๋าและแถมจะเป็นหนี้เขาอีก ดูได้ผลการวิจัยของอเมริกา ที่ต้องสูญเสียเงินจากอาการปวดหลังถึงปีละ3.5 ล้านล้านบาทต่อปี ประเทศไทยไม่มีการเก็บสถิติไว้เพียงแต่บอกว่า 1 ใน 5 ของวัยทำงาน “ปวดหลังเรื้อรัง”

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( จันทร์, 20 สิงหาคม 2007 )
 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
 
Alevare Ebusiness & Commerce Solutions