|
ปัจจุบันมีผู้คนจำนวนไม่น้อย เวลาป่วยเล็กป่วยน้อยก็รับประทานยากัน ยกใหญ่ ไม่ป่วยไม่ไข้ก็ทานยาบำรุง เจตนาของผู้คนเหล่านั้นคงจะเพื่อเสริมสุขภาพร่างกาย แต่ผลที่ได้มักจะตรงกันข้าม นี่เป็นการบำรุงรักษาสุขภาพที่ผิดพลาดจริงๆ
คนสมัยโบราณมีความระมัดระวังในการใช้ยามากตลอดมา นักปราชญ์โบราณกล่าวว่า “ยาพิษมีไว้ขับพิษ พืชธัญเบญจมีไว้หล่อเลี้ยง ไม้ผลทั้ง 5 มีไว้เกื้อหนุน สัตว์เลี้ยงทั้ง 5 มีไว้เอื้อประโยชน์ เบญจผักมีไว้เสริม เมื่อพลังชีวิตมีรสชาติผสมผสานกลมกลืนกัน เพื่อเพิ่มพูนพลังแก่นสารชีวิต” คำพูดดังกล่างนี้มีความหมายอยู่ 2 ขั้น 2 เชิง คือ
ประการแรก บทบาทของยานั้นมีขีดจำกัด เพียงใช้เพื่อขับโรค การเพิ่มพูนพลังชีวิตยังต้องอาศัยอาหารการกินที่สำคญ ภาษิตพื้นบ้านกล่าวว่า “โสมหนึ่งชั่งมิอาจเทียบเท่าข้าวสาร 1 ลิตร”ซึ่งอธิบายให้เห็นภาพถึงจุดนี้ได้ดี
ประการที่ 2 ขึ้นชื่อว่ายาล้วนแต่มีพิษ (ผลข้างเคียง) ทั้งสิ้น ซึ่งอาจจะมีประโยชน์ต่อร่างกายส่วนใดส่วนหนึ่ง ขณะเดียวกันก็อาจจะให้โทษแก่ร่างกายอีกส่วนหนึ่ง หากใช้ไม่เหมาะสม ใช้พร่ำเพรื่อหรือใช้ผิดประเภทย่อมเกิดผลที่ไม่ดีตามมาอย่างแน่นอน ทำให้โครงสร้างอวัยวะภายในร่างกายถูกทำลาย กระทั่งเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต คนโบราณท่านว่า “ยามีไว้สำหรับบำรุงรักษาสุขภาพ ขณะเดียวกันก็ทำลายสุขภาพด้วย”นี่เป็นคำกล่าวที่มิได้เกินจากควมเป็นจริงเลย
มักจะได้ยินคำบอกเล่ากันบ่อยๆ ว่า “ยาสมุนไพรจีนไม่มีผลข้างเคียงกินมากก็ไม่เป็นไร” แต่ความเป็นจริงหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ ขอนำตัวอย่าง “โสม” มากล่าว โสมเป็นเครื่องยาบำรุงพลังชีวิตได้ดี แก้กระหายน้ำ ทำให้ชุ่ม่คอ ปรับดุลยภาพและบำรุงร่างกาย ทว่าถ้าหากผู้ป่วยไข้รับประทานแล้ว ย่อมจะเสริมปัจจัยลบที่ทำให้เกิดโรคจากภายนอก หรือเพิ่มอุณหภูมิภายในร่างกายให้สูงขึ้น กลับจะทำให้อาการเจ็บป่วยทรุดหนักมากยิ่งขึ้น ดังนั้น แพทย์ผู้ลือชื่อในสมัย ราชวงศ์ชิง นามว่า สวีหลิงไท เคยกล่าวไว้ว่า “แม้ว่าจะเป็นสมุนไพรชะเอมและโสม หากใช้ผิดอาจให้โทษ นับเป็นยาประเภทมีพิษทั้งสิ้น”โสมยังเป็นเช่นนี้ แล้วนับประสาอะไรกับยาชนิดอื่นๆ เล่า
ผลข้างเคียงจากการใช้ยาแผนปัจจุบันเป็นจำนวนมากจะยิ่งเด่นชัดกว่า อย่างเช่น ใช้ยาสเตรปโตมัย ซิน(streptomycin) กานามัยซิน (ganamycin) และเจนตาทัยซิน (gentamycin) อย่างพร่ำเพรื่อ จะเป็นเหตุให้หูอื้อหรือหูหนวก และการรับประทานยาระงับปวดปริมาณมากๆ เป็นเวลานานจะทำลายไตได้ แม้แต่ยาแอสไพรินที่นับว่าธรรมดาที่สุด ยังทำลายเยื่อบุกระเพาะอาหารได้ รับประทานปริมาณมากเป็นเวลานานทำให้เลือดแข็งตัวยาก เป็นเหตุให้ออกเลือด
จากคำรายงานของศูนย์ตรวจสอบผลข้างเคียงจากการใช้ยาแห่งชาติระบุว่า ผู้เสียชีวิตจากกการต้องพิษยาแต่ละปี มีถึง 1 แสน 9 หมื่น 2 พันคน ผู้ต้องพิษร้ายแรงจากผลข้างเคียงของยามี 5 แสนคน ผู้ต้องพิษเพราะยาต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาลมีสูงถึง 2 ล้าน 5 แสนคน ถึงเวลาที่ผู้คนทั้งหลายควรต้องตระหนักตื่นตัวกันเสียที
คนต้องการให้มีอายุยืนยาว ก็จำต้องมีร่างกายที่แข็งแรง การลดความทะยานอยากเป็นรากฐานการธำรงให้ร่างกายแข็งแรง ทำนองจุดเทียนเล่มหนึ่งอยากจะรักษาแสงเทียนให้อยู่ได้นานกว่า ไม่ควรให้มีแสงสว่างมากเกินไป
แต่การดำเนินชีวิตไม่เพียงเป็นการสิ้นเปลืองพลังงานเท่านั้น ยังครอบคลุมไปถึงการประคองรักษา ให้อวัยวะในร่างกายทำหน้าที่รุเก่ารับใหม่อันสลับซับซ้อนได้เป็นปกติ จุดมุ่งหมายของการลดละความทะยานอยาก มิเพียงแค่ประหยัดพลังงานเท่านั้น ยังธำรงรักษาดุลยภาพของอวัยวะในร่างกายด้วย
เพื่อหลีกเลี่ยงการสึกหรอและเจ็บป่วย มีเพียงห่วงโซ่การรุเก่ารับใหม่ได้สะดวกไร้อุปสรรคกีดขวางเท่านั้น กระบวนการชีวิตก็จะดำเนินไปโดยสวัสดิภาพ
ดังนั้น จึงกล่าวว่าผู้ที่ปฏิบัติได้ถึงขั้นจิตใจบริสุทธิ์ลดละความทะยานอยากได้ ก็คือ ผู้ที่กุมเคล็ดลับให้อายุยืนได้ เพื่อธำรงรักษาไว้ซึ่งความต้องการของชีวิตการงานตามปกติวิสัย หลีกไม่พ้นต้องทุ่มเทหมดทั้งกายและใจ ปัญหาอยู่ที่ว่า อย่าถือรูป รส กลิ่น สี เสียง สัมผัสเป็นความสุขสุดยอด อย่ามัวคำนึงแต่ได้โดยไม่ยอมมอบอุทิศให้แก่ผู้อื่น ไม่ควรยึดถือผลประโยชน์และชื่อเสียงเป็นพิเศษ จนเกิดความคิดละโมบด้วยเล่ห์เพทุบาย มิฉะนั้นแล้ว การคิดอ่านจักถูกกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง เริ่มจากการเกิดอารมณ์ต่างๆ (ดีใจ เศร้าใจ เสียใจ ห่วงกังวล โกรธ กลัว ครุ่นคิด) กิเลสต่างๆ (รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส) จนสับสนวุ่นวายไม่ขาดสาย กระทั่งทำให้หยินและหยางในร่างกายขาดความสมดุลจนก่อให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บขึ้น
มองกว้างออกไป โรคภัยไข้เจ็บมนุษย์ก็พิลึกพิลั่นเอาการ “โรคเกิดใหม่”ก็ปรากฎขึ้นบ่อยครั้ง โรคเก่ามนุษย์ยังควบคุมไม่ได้ แล้วโรคใหม่ประเภทโรคเอดส์เล่า! มาตรแม้นว่ามนุษย์จะคิดค้นผลิตยามากมายหลายหลากมารับมือกับโรคแปลกใหม่พิลึกพิลั่นก็ตาม ทว่ายาที่มีประสิทธิภาพการรักษาดีเป็นพิเศษจะมีสัดส่วนสักเท่าไหรกัน ?
คนจำนวนมากต้องจบชีวิตด้วย “โรคที่ไม่มียารักษา”และต้องเสียชีวิตไปก่อนวัยอันควร หากจะหาสาเหตุถึงต้นตอแล้ว โรคภัยไข้เจ็บล้วนแล้วแต่เป็นเพราะหยินและหยางขาดความสมดุลทั้งสิ้น เป็นการสะท้อนถึงความผิดปกติที่เกิดจากเส้นลมปราณ และหลอดโลหิตขาดความสมดุลซึ่งสะสมมานานแรมเดือน แรมปี
คนๆ หนึ่งถ้าเจียดเวลาที่แน่นอนในแต่ละวันชำระล้างจิตใจของตนให้สะอาด รักษาจิตอยู่ในภาวะ สมดุลและว่างเปล่าสงบนิ่ง เช่นนี้แล้วหยินและหยางในร่างกายก็ได้รับการปรับให้มีความสมดุลขึ้นครั้งหนึ่ง หากยืนหยัดรักษาสภาพนี้ไว้เป็นเวลานานๆ คนป่วยก็หายป่วยได้ คนไม่ป่วยก็เป็นการเสริมร่างกายให้แข็งแรง รักษากำลังวังชาได้ตลอดกาล
เทคนิคเต้าเต๋อซิ่นซีเหล่าจือ ก็คือ “โอสถขนานวิเศษ”ซึ่ึงค้นคว้าและฟื้นฟูร่างกายอันเป็นการฟื้นฟูสุขภาพโดยสัญชาตญาณที่มีมาแต่กำเนิด ไม่ต้องการให้ติดตั้งอุปกรณ์ ไม่ต้องการยา แต่ทำตามคำแจงบอกของท่านเหลาจื่อ ซึ่งเป็นที่ทราบกันทั่วไป คือ ทำจิตใจให้บริสุทธิ์ ลดละกิเลสตัณหา เป็นสาธุชนที่ใกล้ชิดแนบสนิทกับกฎเกณฑ์ธรรมชาติ ยกย่องเต๋า เทิดทูนคุณธรรม ยืดอายุไข สำหรับสัญลักษณ์แห่งสุขภาพ ระเบียบข้อบังคับขององค์การอนามัยโลก (WHO) ได้อรรถาธิบายคำนิยามสุขภาพไว้ค่อนข้างสมบูรณ์ ซึ่งมีสัญลักษณ์สุขภาพดี 10 ประการดังนี้
1. มีกำลังวังชาสมบูรณ์เพียงพอ สามารถรองรับแรงกดดันในชีวิตประจำวันและการงานได้ อย่างสบายๆ โดยไม่รู้สึกเคร่งเครียดจนเกินไป 2. มีท่วงท่าที่เอาการเอางาน ยินดีแบกภาระหน้าที่การงาน ไม่เกี่ยงว่าเป็นเรื่องใหญ่หรือเรื่อง3. 3. สันทัด พักผ่อนนอนหลับได้ดี 3.สามารถปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมภายนอกทุกประเภทและมีพลังความสามารถพลิกแพลงสูง 4. สามารถต้านเชื้อหวัดและโรคติดต่อธรรมดา 5. มีน้ำหนักตัวพอดี รูปร่างสมส่วน เวลายืนตรง ตำแหน่งของศรีษะ บ่า และแขนอยู่ในท่าที่สมดุล 6. ประสาทสะท้อนกลับฉับไว นัยน์ตาแจ่มใส หนังตาไม่อักเสบ 7. ฟันขาวสะอาด ไม่ผุ ไม่เป็นโรค ไม่มีอาการเลือดออก สีสันเหงือกฟันปกติ 8. เส้นผมเงางาม ไม่มีรังแค 9. ผิวหนังและกล้ามเนื้อแต่งตึงดี เกินเหินทรงตัวคล่องสบาย
มาตรฐาน 10 ประการดังกล่าวข้างต้นนี้อธิบายให้เห็นว่า สุขภาพนั้นไม่ได้หมายความเพียงว่า ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บหรืออาการอ่อนเพลีเท่านั้น หากยังต้องเป็นสภาวะที่สมบูรณ์ทั้งสรีระร่างกาย จิตใจ และด้านต่างๆ ทางสังคมด้วย
ภาษิตจีนกล่าวว่า “สุขภาพแข็งแรงคือโชค ปราศจากโรคคือความสุข”
ทัศนะที่ว่าเมื่อป่วยไข้ต้องหาหมอ เห็นว่าหมอคือคือความหวังเพียงหนึ่งเดียวที่ช่วยตนฟื้นฟูสุขภาพได้ พร้อมๆ กับการเจริญพัฒนาของโลก ทัศนะสุขภาพต้องอาศัยผู้อื่นนั้นได้ล้าสมัยไปเสียแล้ว สุขภาพยังต้องพึ่งลำแข้งตนเอง
ในถ้อยคำของท่าน อาลามูธ แห่งองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้นิยามสุขภาพไว้ว่า “สุขภาพที่แข็งแรงมิเพียงว่าโรคภัยไข้เจ็บหรือความอ่อนแออันตรธานหายไปเท่านั้น หากยังเป็นศูนย์รวมสภาวะสุขภาพกาย และสุขภาพจิตที่แข็งแรง รวมไปถึงความผาสุกทางสังคมอีกด้วย”
คำนิยามนี้ได้บอกแก่เราว่า คำว่าสุขภาพมิเพียงหมายความว่า ความไม่มีโรค แต่ยังประกอบด้วยความหมายของปัจจัยทางด้านร่างกาย ปัจจัยทางด้านจิตใจ และปัจจัยทางสังคมทั้ง 3 ส่วนที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพอีกด้วย
สุขภาพกายและใจมีเนื้อหาสาระของสุขภาพจิตด้วย สุขภาพจิต หมายถึง การประสานและความสมดุลระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อมความเป็นอยู่ โรคภัยไข้เจ็บจำนวนมากเกิดขึ้นจากปัจจัยทางด้านจิตใจ ดังเช่น ความดันโลหิตสูง โรคแผลเปื่อยพุพอง เป็นต้น เขาเรียกกันว่า โรคทางกายและใจ ในชีวิตที่เป็นจริง คนเรามักเป็นเพราะจิตใจซึมเศร้าแล้วส่งผลกระทบต่อการงาน ชีวิตความเป็นอยู่ยังก่อให้เกิดแรงกดดันทางจิตใจ ก่อให้เกิดความตึงเครียด หากไม่ปรับให้เกิดดุลยพภาพและทำให้จิจใจผ่อนคลายทันท่วงทีแล้ว ปล่อยให้จิตใจตึงเครียดเป็นเวลานานๆ อาจเป็นเหตุให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บได้ แม้ว่าบางคนจะมีร่างกายแข็งแรง ทว่าจิตใจเบี่ยงเบนผิดปกติ เช่น รู้สึกเหงา โดดเดี่ยว เข้ากับคนไม่ได้ เป็นต้น กล่าวได้ว่าเป็นปรากฎการณ์ของสุขภาพจิตที่ไม่แข็งแรง
ปัจจัยทางสังคมก็มีผลกระทบต่อสุขภาพคนอย่างเด่นชัดกล่าวในด้านมหภาคแล้ว การเมือง เศรษฐกิจ การศึกษา สงคราม เป็นต้น ล้วนแล้วแต่เป็นปัจจัยที่สำคัญ ส่วนในด้านจุลภาค เช่น ครอบครัว ภาวะแวดล้อมของที่ที่อยู่อาศัย มนุษย์สัมพันธ์ ล้วนแล้วแต่ไม่ควรมองข้าม
ปัจจัยทั้ง 3 ด้าน คือ ปัจจัยทางร่างกาย ทางจิตใจ และทางสังคมต่างมีบทบาทส่งผลกระทบซึ่งกันและกัน บางประเทศที่บอบช้ำจากภาวะสงครามและประสบภัยพิบัติจากธรรมชาติ พื้นที่เศรษฐกิจยากจนและล้าหลัง ประชาชนขาดเงื่อนไขการกำรงชีพเบื้องต้น ขาดอาหาร ขาดน้ำดื่มที่ถูกสุขอนามัย ไม่มีความรู้ ทำให้คนจำนวนมากป่วยเป็นโรคขาดอาหารและโรคท้องร่วง จนต้องเสียชีวิตไป ส่วนบางประเทศที่มีเศรษฐกิจเจริญรุ่งเรือง เนื่องด้วยชีวิตความเป็นอยู่อุดมสมบูรณ์ เป็นเหตุให้บริโภคอาหารมากเกินไป มีเงื่อนไขการทำงานที่ดีมาก เป็นเหตุให้ขาดการออกกำลังกาย ส่วนในสังคมที่การแข่งขันทางเศรษฐกิจรีบเร่งและดุเดือดรุนแรง ก็ส่งผลให้เกิดแรงกดดันทางจิตใจหนักหน่วงมาก ระบบสังคมเสื่อมโทรม นำมาซึ่งภาพอันเลวร้าย เช่น ยาเสพติด เป็นต้น ครั้นแล้ว โรคเนื้องอก โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคจิต โรคติดต่อทางเพศเพิ่มขึ้น และอาชญากรรมก็เพิ่มขึ้นมากเป็นเงาตามตัว
สรุปแล้วก็คือ พร้อมๆ กับการพัฒนาของสังคม ผู้คนสนใจเรียกร้องเรื่องสุขภาพเพิ่มมากขึ้น ทุกคนปรารถนาให้มีร่างกายแข็งแรง มีภาวะจิตใจที่สมบูรณ์ สมาชิกในสังคมสามารถอยู่ร่วมกันด้วยความสมานฉันท์ปรองดอง นี่แหละคือความเรียกร้องต้องการสุขภาพของคนในศตวรรษใหม่ การรับรู้เรื่องสุขภาพได้ยกระดับสูงสู่ระดับใหม่ “ทุกคนมีสุขภาพแข็งแรง = ทุกคนเพื่อสุขภาพ + สุขภาพเพื่อทุกๆ คน”สุขพลามัยเป็นสัญลักษณ์ของความมั่งคั่งสมบูรณ์ แต่โรคภัยไข้เจ็บเป็นสัญลักณ์ของความยากจนข้นแค้น สุขพลานามัยเป็นทรัพยากรร่วมกันของมนุษยชาติ สุขภาพ คือความปรารถนาร่วมกันของมนุษญชาติ สุขภาพเป็นสิทธิพื้นฐานของมนุษยชาติ สุขภาพ คือภารกิจและหน้าที่ร่วมกันของมนุษยชาติ
ดังนั้น สุขภาพของบุคคลจะแข็งแรงหรือไม่ มิเพียงเป็นเรื่องบุคคลเท่านั้น สุขภาพของบุคคลยังเกี่ยวพันถึงบุคคลอื่น เกี่ยวพันถึงครอบครัว มวลชน สังคม ประเทศชาติและมนุษญชาติ ชีวิตสุขภาพส่วนบุคคลขจะมีหลักประกัน ต้องพึ่งพาอาศัยผู้อื่น ทำนองเดียวกันต้องพึ่งพาอาศัยสังคม พึ่งพาอาศัยมนุษย์มุมานะพยายามและฝึกฝนหลอมหล่อวิญญาณเต้าเต๋ออันเป็นมูลรากแห่งฟ้าดินร่วมกัน
|